การติดหวานอันตราย วิธีแก้อาการติดหวาน

การติดรสหวาน นอกจากจะทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นไม่รู้ตัวแล้ว ยังจะทำให้ผิวหนังของคุณเสื่อมสภาพเร็วขึ้นเนื่องมาจากน้ำตาล ทำให้เกิดกระบวนการไกลเคชั่นในเนื้อเยื่อของร่างกาย ซึ่งหมายความว่ามันจะทำให้โมเลกุลผิวหนังเราเปราะบางลงนั่นเอง

มาสำรวจกันหน่อยดีไหมคะ ว่าเราเริ่มจะมี
พฤติกรรม “ติดหวาน” แล้วรึยัง

  • ชอบกินแป้ง ขนมปัง กินข้าวเยอะ
  • ชอบทานอาหารรสหวานจัดๆ
  • เติมน้ำตาลเพิ่ม ลงในอาหาร เครื่องดื่มที่สั่ง ทุกครั้ง
  • อดใจไม่ไหว ต้องซื้อน้ำหวาน น้ำอัดลม ชาไข่มุก ระหว่างวัน
  • กินของหวาน แต่ยังรู้สึกหวานไม่ถึงใจที่ต้องการ
  • เปิดตู้เย็นมาเจอแต่ขนม ช็อกโกแลต เต็มตู้
  • รู้สึกหงุดหงิด อารมณ์แปรปรวนมากกว่าที่เคยเป็น
  • ปวดหัว ถ้าไม่ได้กินขนม ของหวานตอนเช้าหรือบ่าย
  • ปวดฟัน ฟันผุ เคลือบฟันกัดกร่อน เป็นโรคเหงือก มีกลิ่นปาก
  • อ่อนเพลียง่าย

การิดหวาน จะเป็นจุดเริ่มต้นของการบั่นทอนสุขภาพ และนำพาบรรดาโรคร้ายต่างๆ เข้ามาหาตัว อาทิ โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคความดัน โรคฟันผุ ฯลฯ ซึ่งปัญหาที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น “น้ำตาล” คือตัวการใหญ่ในเรื่องนี้ รู้แบบนี้แล้วรีบปรับพฤติกรรมของคุณ แก้อาการติดน้ำตาล ติดหวาน ให้ไวเลยค่ะ เพื่อลดปัญหาสุขภาพที่จะตามมาในอนาคต

5 วิธีแก้อาการติดหวาน

1.หันมาทานผักและผลไม้ให้มากขึ้นกว่าเดิม


ควรหลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง หรือทานให้น้อยลง เช่น ลำไย เงาะ หรือทุเรียน เป็นต้น ในรายที่ชอบดื่มน้ำผลไม้เป็นพิเศษ ก็ให้เลิกแล้วเปลี่ยนมาทานผลไม้สดแทน อีกทั้งการทานผักผลไม้มากๆ ยังช่วยให้รู้สึกอิ่มอยู่ท้อง และลดความอยากน้ำตาลลงได้อีกด้วย

2.ห้ามงดมื้อเช้า

ในช่วงเช้าหลังตื่นนอน จะเป็นภาวะที่ระดับน้ำตาลในร่างกายต่ำกว่าปกติ เนื่องจากร่างกายได้เผาผลาญน้ำตาลไปตลอดทั้งคืน การทานมื้อเช้า จะช่วยเติมระดับน้ำตาลให้กลับมาเป็นปกติได้ แต่ถ้าหากว่าไม่ได้ทานมื้อเช้า และร่างกายยังอยู่ในภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำอย่างต่อเนื่อง ก็จะทำให้เรารู้สึกหิวหวาน

3.ดื่มน้ำเปล่า
ควรดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อยวันละ 8-10 แก้วต่อวัน เพื่อให้ร่างกายได้ขับน้ำตาลและสารพิษต่าง ๆ ออกมาพร้อมกับปัสสาวะ พร้อมกันนี้ก็ช่วยให้เกิดความอิ่มมากขึ้น จนทำให้ไม่สามารถทานของหวานเพิ่มได้

4.ลดปริมาณการทานของหวานลง
วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่เสพติดความหวานอย่างรุนแรง จากเดิมที่เคยทานตลอด 7 วัน อาจจะเปลี่ยนเป็นวันเว้นวัน แล้วก็ลดลงไปเรื่อย ๆ วันไหนไม่ไหวจริง ๆ ก็ให้เลือกของหวานที่ต้องการมากที่สุดมา 1 ชนิด แล้วทานเพียงแค่คำเดียวเพื่อลดความรู้สึกอยากลง

5.ห้ามซื้อขนมมาตุน
ด้วยความเคยชินจากการเสพติดน้ำตาลเป็นเวลานาน อาจจะทำให้หลายเผลอซื้อขนมมาตุนไว้เหมือนที่เคยทำ และผลสุดท้ายก็จะต้องมีการเก็บกินในที่สุดเนื่องจากเสียดายได้

อันตรายจากภาวะเสพติดน้ำตาล

มีหลายโรคที่เกิดขึ้นจากการเสพติดน้ำตาล หรือมีภาวะติดหวาน โดยโรคที่พบได้เป็นประจำ คือ

1.โรคเบาหวาน

เมื่อร่างกายได้รับน้ำตาลเข้ากระแสเลือดในปริมาณมากจนทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ร่างกายก็จะหลั่งฮอร์โมนอินซูลินออกมาเพื่อที่จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลง และแน่นอนว่าถ้าหากเราไม่สามารถหยุดทานหวานได้ ก็จะทำให้เกิดการต้านอินซูลินอย่างรุนแรง และนำไปสู่การเป็นโรคเบาหวานได้ โรคนี้หากเป็นมากอาจอันตรายถึงขั้นสูญเสียการมองเห็น

2.โรคอ้วน

เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูง แบบที่อินซูลินก็ช่วยอะไรไม่ได้ น้ำตาลจะมีการเปลี่ยนรูปไปเป็นไขมัน และจะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้กลายเป็นโรคอ้วน โรคที่เป็นจุดกำเนิดของโรคร้ายต่าง ๆ ดังนั้นถ้าไม่อยากเป็นโรคอ้วนและตามมาด้วยโรคอื่นๆ อีกมากมาย ก็ไม่ควรกินหวานมากเกินไปอย่างเด็ดขาด

3.โรคหัวใจ

การที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง จะส่งผลให้ระบบสูบฉีดโลหิตของร่างกายมีการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป ที่เห็นได้ชัดคือการเพิ่มคอเลสเตอรอลเลว (LDL) เพิ่มไตรกลีเซอไรด์ รวมถึงทำให้อินซูลินมีการหลั่งมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของหัวใจแบบโดยตรง

4.โรคกระดูกพรุน/กระดูกเปราะ

การที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงติดต่อกันเป็นเวลานาน จะทำให้เลือดมีภาวะเป็นกรด ร่างกายจึงต้องทำการปรับสมดุลนี้ด้วยการไปดึงแร่ธาตุต่าง ๆ มาใช้งานไม่เว้นแม้กระทั่งแคลเซียม จึงส่งผลให้เกิดปัญหากระดูกพรุนตามมา

ถั่งเช่ามีคุณสมบัติลดน้ำตาลในเลือด
 

ถั่งเช่าหรือที่เรียกกันว่าหญ้าหนอน เป็นสมุนไพรในแถบประเทศทิเบตและจีนมานานนับพันปีตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 15 เพราะมีสรรพคุณด้านบำรุงร่างกายมากมายหลายด้านจนได้ชื่อว่าเป็น “ราชาแห่งสมุนไพร” ซึ่งหนึ่งในคุณสมบัติเด่นก็คือ ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด เพราะถั่งเช่ามีสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ทางยา อาทิ สารคอร์ไดเซปิน (Cordycepin) สารโพลีแซคคาไรด์ (Polysaccharide) เบต้ากลูแคน (Beta glucan) ฯลฯ ซึ่งช่วยให้การเผาผลาญน้ำตาลในร่างกายดีขึ้น ช่วยส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงได้ 

เลือกทานถั่งเช่าอย่างไร

แม้สมุนไพรถั่งเช่าจะมีคุณสมบัติช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ แต่สมุนไพรถั่งเช่าในท้องตลาดมีหลากหลายสายพันธุ์และคุณภาพ อีกทั้งส่วนใหญ่ผลิตออกมาในรูปแบบชนิดเม็ดแคปซูลซึ่งเราไม่สามารถรู้ได้ว่าในแคปซูลประกอบด้วยอะไรบ้าง ดังนั้นการเลือกถั่งเช่าจริงควรเลือกจากผู้ผลิตที่ไว้ใจได้ และมีมาตรฐานควบคุม ถั่งเช่า Gevit ให้ความสำคัญในการคัดสรรส่วนผสมคุณภาพที่ปราศจากสารปนเปื้อน เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากการรับประทาน

>